วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ความฉลาดของคนไม่ฉลาด

วันอังคาร 15 ก.ย. 2558

        วันนี้เริ่มต้นวันด้วยการตื่นสายจากที่เมื่อคืนลุยงานจนเกือบตี 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับชีวิตตอนนี้ที่มีกิจกรรมเยอะมาก วันนี้เป็นวันแรกที่เอา Model ใหม่ไปใช้ สรุป dawn -3% แบ่งเงินถูกแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนจะดี แต่ไม่ได้ใส้ Maney Management เข้าไปแย่เลย พอลองเอา MoneyManagement คำนวนเข้าไป พระเจ้าช่วย ถ้าหลุดทุกตัวจะเสียหายเข้าขั้น 6% ของพอต ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเฉยๆแต่ตอนนี้ต้องมีการปรับปรุงอะไรบางอย่างแล้ว risk loss เยอะไป กลยุทธ์ต่อไปทะยอยขายปรับความเสี่ยงให้ลดลง

อันนี้คือภาพของลักษณะกาโตของพอตแบบที่อยากให้เป็นกับลักษณะการโตของพอแบบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งการที่ Port drawdown ลงมากๆ เกิน 10% เอากลับไปยากมาก ขอเปิดเผยความลับสวรรค์หน่อย


อันนี้คือการ growth ของพอตจริงๆ (สีน้ำเงิน) กับ set index (สีส้ม) บันทึกเป็นรายสัปดาห์ โดยเทียบจากข้อมูลวันที่ 29 ธ.ค. 2557 เห็นได้ว่า drawdown ค่อนข้างสูงต้องปรับระบบใหม่ โดยพอตนี้มีการถอนเงินออกจากพอตเดือนละประมาณ 4-5% ในช่วง 2 เดือนที่ล่าสุด ปล.แท่งหนึ่งแทนระยะเวลา 1 สัปดาห์

ตอนนี้เพิ่มระบบดูความเสี่ยงของพอตก็ประมาณนี้


ใช้ excel เขียนง่ายๆ เน้นดูตรงขวาล่างอย่าให้เกิน 2 - 3 % คือ 2 ก็เยอะแล้ว ความพลาดของการปรับพอตคราวนี้คือ ไม่ลองทำ micro scale ก่อน ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดของคนไทยเหมือนกันเวลาจะเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรใหม่เราไม่ค่อยกล้ากัน หรือทำก็เปลี่ยนทีนึงทั้งประเทศ ทำใน Macro scale ใช่มันเหมือนว่าการเปลี่นครั้งหนึ่งมันเห็นภาพชัดดี แต่ทำไมเราไม่ลองทำอย่างอื่นเป็น micro scale โมเดลเล็กๆง่ายๆก่อนเพื่อดูผลกระทบ บอกตัวเอง เผลอไปบ่นคนอื่นอีกจนได้

        เรื่องที่อยากจะพูดวันนี้เริ่มมาจากวันอาทิตย์นั่งคุยกับแม่เรื่องน้องๆรวมถึงเรื่องตัวเอง คือตอนนี้แม่เป็นห่วงน้องแบบ extremely ว่าจะเรียนที่ไหน เรียนยังไง เรียนอะไร จะเอาไงกับชีวิต แล้วมาจบลงที่เรื่องหัวอ่อน ซึ่งแม่ก็บอกว่าจ๊อบเมื่อก่อนเป็นคนหัวอ่อน ซึ่งในความหมายของแม่คือไม่ทันคน ผมเลยลองมานั่งคิดแบบจริงๆจังดู คนหัวอ่อน คือ คนโง่หรือคนที่ถูกเอาเปรียบในสังคมจริงไหม ?

        เวลาพูดถึงคนโง่ผมเห็นภาพคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วทำอะไรที่ตัวเองไม่คิดว่าจะทำให้เวลาปกติ อย่างเช่น คนเมาแล้วเก่งมากเลยไปหาเรื่องคนนู้นคนนี้  คนที่ทำอะไรแล้วไม่ค่อยคิดมั่งหล่ะ บางทีเราชอบเข้าใจกันว่าคนหัวอ่อนคนอื่นใช้อะไรก็ทำคือคนโง่ แต่เขาโง่จริงๆเหรอ?

        สำหรับผมบางทีเรานั่นแหละที่อาจจะเป็นคนโง่เสียเองที่ไปตัดสินเขาแบบนั้น เราไม่ได้อยู่กับเขาคลุกคลีกับเขา ถึงแม้จะอยู่ด้วยกันตลอดแต่ไม่ใช่ทุกเวลาแน่ๆ ดังนั้นบางทีเราอาจจะมองไม่เห็นถึงวัตุประสงค์ของเขาว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร

        บางคนเขาทำแบบนั้นเพื่ออะไรบางอย่างในอนาคตแบบนี้เราเห็นได้บ่อยๆตามหนังแต่พอเจอในชีวิตจริงเรากับชะล่าใจ อย่าบางกรณีเขาอาจจะมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เรามทองไม่เห็นก็ได้นะ

        ผมเคยไปนั่งคุยกับเด็กเล็กๆที่โรงเรียน มีเด็กอยู่คนนึงมักจะถูกเพื่อนแกล้งเสมอ แต่เพื่อก็ไม่ได้แกล้งแบบรุนแรงมาก คือ แกล้งปกติ ที่น่าแปลกคือเขาไม่แกล้งหรือทำอะไรเพื่อนกลับ แถมบางครั้งเพื่อนยังมาให้ช่วยทำงานตลอด ผมเดินเข้าไปถามน้องเขาว่า
"ทำไมไม่เอาคืนหล่ะ สู้ไม่ได้เหรอ"
"ป่าวครับ ผมไม่อยากเห็นเพื่อนเจ๊บ" แล้วน้องก็ยิ้ม
วันนั้นผมคิดว่าสิ่งที่น้องตอบคงเป็นแค่ข้ออ้างของคนที่ไม่กล้าสู้ เหมือนโนบิตะที่ไม่กล้าสู้กับไจแอนท์
แต่ผมกลับพบว่า จริงๆ ผมอาจจะคิดผิด ถ้า goal ของโนบิตะคืออยากมีเพื่อนหล่ะ ถ้า goal ของโนบิตะคือมิตรภาพหล่ะ การยอมให้ไจแอนท์แกล้งเล็กๆน้อยเพื่อแลกมาด้วยมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ผมว่าโนบิตะเป็นนักลุนที่โครตฉลาดเลย เพราะเวลามีปัญหาอะไรก็มีไจแอนท์คอยช่วยไม่ใช่เหรอ ก็มีเพื่อนไม่ใช่เหรอ มันก็คุ้มค่ากับมิตรภาพไม่ใช่เหรอ

แล้วถ้าจริงๆเรื่องเมื่อหลายปีก่อนผมคิดผิดหล่ะ  น้องคนนั้นอาจจะเห็นคุณค่าของความสุขที่ได้ทำเพื่อคนอื่นมากกว่า การตอบสนองของสัญชาตญาณจากภายในใจหละ ณ ตอนนั้นความสุขคงสถิตอยู่กับน้องและความระแวงสงสัยคงสถิตอยู่ในใจพี่ แบบนี้ใครคือคนที่ฉลาดกว่ากันแน่นะ

ปล.เขียนโดยคนโง่ คนเราเกิดมาสิ่งแรกที่เราปารถนาคือความสุขไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เราทำอะไรกันอยู่

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

Return = C + B +A

วันจนทร์ 14 ก.ย. 2558

        ความจริงวันนี้อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับ model ใหม่ที่พึ่งออกมาเสร็จแต่ขอทดลองใช้ก่อนละกันนะ โดยโมเดลนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก KZM พี่ต้าน mudley group แล้วก็ Ray Dario  king of fund

Ray บอกว่า  Return  =  Cash + Alpha + Beta

ในพอตของ Ray จะมีการแบ่งสัดส่วนตามสถานการณ์ (เป็นสูตรลับ) ที่นี้ขอมาขยายความตามความเข้าใจแต่ละตัวก่อนดีกว่านะครับ

Cash = เงินสด มีคำกล่าวว่า "cash is king" ใช่ในวิกฤติ cash is king จริงๆ โดยปกติเงินเราจะมีค่ามากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติ คือ ค่ามากค่าน้อยอยู่กับเราเทียบกับอะไรใช่ไหม ในกรณีนี้คิดว่า Ray เปรียบเทียบกับ สินค้าอื่นๆในตลาด ซึ่งในเวลาปกติเราจะซื้อได้จำนวนหนึ่ง สมมติเป็น n แต่ในเวลาวิกฤติเราจะซื้อได้มากกว่า n และช่วง bullish จะซื้อได้น้อยกว่า n เสมอ

สภาวะปกติ --------  Cash  =  n
สภาวะวิกฤติ ------  Cash  =  a x n  โดยที่ a มีค่ามากกว่า 1 ขึ้นไป
สภาวะBullish ----  Cash  =  b x n  โดยที่ b มีค่าระหว่าง 1-0

ตัวต่อมา Alpha  คือ  Product ที่ under value มากๆ แต่มันต้อง value จริงๆนะ แล้วสะสมระดับความกลัวเข้าไปอย่างมหาศาล  เมื่อไหร่ก็ตามที่หมอกของความกลัวหายไป มันจะกลับมาแบบ power มหาศาล (มักจะมาพร้อมกับดัชนี) แล้วกำไรมันจะ cover ทุกส่วน

ตัวสุดท้ายคือ Beta คือ การทำกำไรปกติไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม สำหรับเรา คือ Technical การอ่าน price action ต่างๆ + เส้นค่าเฉลี่ย + math นิด ๆ

ใน KZM พี่ต้านได้อธิบายจุดเด่นคือการทำกำไรแบบทุกช่วงของราคาโดยเป็นระบบที่เอาไว้แก้ stoploss จะไม่มี stoploss แต่ว่าข้อด้อยคือต้องแบ่งเงินให้พอ คือ พี่เขาบอกว่าแบ่งเป็น 100 ส่วน ใช้รบ 4 กอง
กอง A 25 ส่วน
กอง B 25 ส่วน
กอง C 25 ส่วน
กอง D 25 ส่วน
โดย เขากำหนดให้พอตมีขนาด 50,000 บาท แบ่งเป็นส่วน ส่วนละ 500 บาท แล้วเทรดตามกลยุทธ์แบบที่พี่เขาวางไว้ มีทั้งการคุม zone , technical ออบแบบตามเงื่อนไข ออกตามสัญชาตญาณ เจ๋งดีอะ เลยเอามาดัดแปลงซักหน่อย แต่วันนี้ขอตัวก่อนดีกว่าดึกละ พรุ่งนี้ว่ากันใหม่

ไปตามอ่านเอาใน KZM  กับ เทคนิค C , D (อ่าน KZM ก่อน) , True alpha   อ่านตามลำดับช่วยได้มากเลย








ตลาดก็ตามที่คาดไว้ลงแต่ไม่หนัก อยู่ใน zone ไม่เกิน 1366 รอสะสมหุ้นะจ๊ะ

อีกอย่างที่น่าสนใจคือ Eu/us


น่าสนใจอย่างไง เห็นได้ว่าค่าเงินของ eu เริ่มกลับมาแข็งค่าแล้ว ตอนที่ ECB กดดอกเบี้ยให้ต่ำมีเงินจำมากไหลออกจาก EU บ้างไปอยู่ US บ้างไป JYP บ้างไป commodities และบางส่วนได้ไหลมาเข้า EM น่าสนใจตรงที่ทำอยู่ๆ EU เริ่มแข็งทั้งๆที่ ECB บอกจะพิมเงินออกมาอีกเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรให้ตามต่อแน่ ที่สำคัญถ้าเงินไหลกลับจริง ใครได้ใครเสีย ที่สำคัญ EM กับ BRICS โดนอีกระรอบแน่ๆ


วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

Homework & Relax

วันอาทิตย์ , 13 ก.ย. 2558

        วันนี้ยุ่งๆกับการทำการบ้าน Advance Math. ซึ่งมันยากกว่าที่ประเมินไว้พอสมควร เหมือนพลังงานไม่พอใช้ในแต่ละ คิดว่าสาเหตุหลักของการ burn พลังงานน่าจะมาจาก

1  การเดินทางจากบ้านมาคอนโด

2  นั่งฟัง cwayinvestment  2 คลิปติด

3  ไปนั่งแกะ model KZM ของพี่ต้าน อันนี้ burn จริง พอแกะเสร็จจะมาทำการบ้าน ปวดตาเลย !!

4  การทำการบ้าน อันนี้ก็หนัก

5   เกือบลืม ไป shopping  ของกินเข้าห้อง (เดินห้างเพลิน)

ต่อไปถ้า activity เยอะ ต้อง manage energy ดีสะแล้วไม่งั้นไม่มีพลังงานไปทำอะไรแน่ๆ

        KZM model น่าสนใจมาก ว่างๆจะมาสรุปให้ฟังว่า model นีัมีแนวคิดอะไร ...

goodnight

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

การจัดการกับความเชื่อผิดๆ

วันเสาร์ , 12 กันยายน 2558

        วันนี้อ่านหนังสือจบไป 1 เล่ม คือ "ความสุขโดยสังเกต" ของพี่นิ้วกลม คือ เขียนได้น่ารักมาก ทำให้นึกได้ว่าบางทีเราก็ไม่ได้สังเกตความสุขกันสักเท่าไหร่ ขอบคุณมุมมองดีๆ ที่เอาไว้มองหาความสุขนะครับ

        ตอนแรกอยากพูดเรื่องตลาดเพิ่ม time management ฯลฯ เยอะแยะเต็มไปหมด แต่เวลามีน้อย (อย่าลืมเรื่องการทำงานอย่างไรให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า) วันนี้เลยมาพูดเรื่องความเชื่อหลังจากได้ยินพี่ภู พูดในรายการวิทยุ เลยขอมาแบ่งปัน เรื่องการใช้ความเชื่อ

        ทำไมเราต้องใช้ความเชื่อสร้างชีวิต จริงๆความเชื่อเนี่ยมันเป็นพลังนะ พลังจากภายในที่คอยขับเคลื่อนเราให้ไปตามทางที่เราคิด บางทีเป็นเหมือนเข็มทิศให้เราเดินไปตามหาฝัน ความเชื่อก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นกับมนุษย์ และผมเชื่ออีกว่าเราทุกคนมีความเชื่อ

        คนเรามีคิดวันละ 60,000 ความคิดโดยประมาณ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่ได้เชื่อทุกความคิดในสมอง แต่เลือกที่จะเชื่อบางความคิด สมองที่คิดลบมักจะคิดถึง all or non หมายถึงเวลาเราทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา สมองจะคิดว่า "ทำไมฉันเป็นคนที่ล้มเหลวเสมอ"(all) หรือ "ทำไมฉันไม่เคยประสบความสำเร็จเลย"(non) ลองสังเกตดูว่าจริงไหม?

        พี่ภูให้คำแนะนำในการเปลี่ยนความเชื่อโดยทำง่ายๆ 3 ข้อ คือ 1 ตั้งคำถามกับสมองว่าจริงเหรอ  เราไม่เคยประสบความสำเร็จจริงเหรอ เราพูดไม่ดีจริงเหรอ เป็นต้น
2 หาเหตุผลสนับสนุนว่าเราไม่ได้เป็นตามความเชื่อแย่ๆนั้น เช่น เคยได้ราวัลนู่นนี่นั่น มีคนมาชมเราว่าพูดดีเมื่อตอนนู้ เป็นต้น
3 ฝึกแล้วหาจังหว่ะบองทำใหม่ (พิสูจน์ตัวเอง)

        สรุป คือ เราต้องฝึกคุยกับสมองให้รู้เรื่องและอย่าเชื่อมันมาก ...

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

Market Update

Friday , 11 / 9 / 2015

        วันนี้ขออัพเดทตลาดเราหน่อยว่าเป็นยังไงกันบ้างเริ่มจาก SET กันก่อนเนอะ ภาพใหญ่ของปู่เป็นไงไหนขอภาพก่อนสิ


ใน weekly chart สิ่งที่เราเห็นเลยหลัก (เอาเป็น fact ก่อนนะ) คือ
1 BB กำลังถ่างออก หมายความว่า ความผันผวนจะสูงกว่าก่อนหน้านี้มาก จะเล่นยากขึ้น โยกเก่งขึ้น
2 rsi ของ weekly ลงต่ำกว่า 30 ซึ่ง rsi เป็น lacking indicator คือช้ากว่าราคาหรือดัชนีก็ตอนเฟริมว่าก่อนหน้านี้เราแพคนิคตลาดพอสมควรเลย
จากข้อมูลที่เรามี sentiment ของตลาดยังไม่ค่อยดี แต่ลึกเชื่อว่าน่าจะเกิดแบบปลายปี 54 คือ bad x bad = good นะ อันนี้มโนเอาเอง


ในภาพสั้นๆของอาทิตย์ที่ผ่านผมว่าเริ่มมีสัญญาณดีๆบางอย่างอยู่ เห็นได้ว่าอาทิตย์ที่ผ่่านมาทั้งอาทิตย์ดีทุกวันเลย ยกเว้นวันนี้ที่กระชากพอสมควร คิดว่าน่าจะเป็นการเชคแรงขายของตลาดนะว่าเป็นไงบ้างสรุป



ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงอะไร ต่างชาติไม่เอาด้วย ตัวที่ศื้อขายหลักๆก็ไม่ได้โดนกดอะไร อาจจะมีกลุ่มน้ำมันที่กดดันตลาดอยู่

อีกอย่า่งที่น่าสนใจดู คือ ข้อมูลซื้อขายรายกลุ่มนักลงทุนของเดือนนี้


 น่าสนใจตรงที่ตอนนี้เป็นการงัดกันระหว่างต่างชาติกับกองทุนต้องดูว่างสนนี้ใครจะอยู่ใครจะไป

จากหลายๆอย่างที่เอามาประกอบคิดว่าปลายปีนี้น่าจะวนเวียนแถว 1480-1500 ได้ไม่ยากนะ (เดา)

ข้อมูลหลายๆอย่างมันชวนให้คิดไปเองว่าอย่างนั้นยกเว้นค่าเงินบาท....

สรุปคือสำหรับเซตเนี่ยเขาขึ้นกดกระชากเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วถ้าวันจันทร์ไม่ได้ปิดน่าเกลียดอะไรมาก อย่าง -10 หรือ -20 อะไรทำนองนี้ก็ถือว่ายังโอเค


มองย้อนกลับไปว่าเราพลาดตรงไหนเนี่ยรู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นหมากยังไง ขอย้อนเหตุการณ์เกินอาทิตย์นี้หน่อยแล้วกันจะได้เข้าใจภาพรวมของเซตตอนนี้มากขึ้น ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

        วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม set เปิดแกป -30 จุด แล้วถูกทิ้งด้วยแรงขายอย่างต่อเนื่องจนลบประมาณ 50 จุด จากนั้นดัชนีค่อยๆรีบาวขึ้นมา ตอนนั้นคัทหุ้นไปเกือบหมดแล้ว (เหลือ THE คัทตามสัญญาณนะ) และเข้าใจว่านี่คือโอกาสเลยเข้าไปสะสม call เนื่องจากดัชนีหลุด BB down ในภาพ weekly ด้วยกะว่าเดี๊ยวยังไงก็ต้องเข้าไปอยู่ในกรอบ BB อยู่แล้วเลยกล้า call  1 ไม้ซึ่งหนักพอตัว ( 30 %ของพอต)  แต่ก่อนปิดดันมีคนกดดัชนีลงไปอีกเลยไปซื้อตอนปิดอีกไม้นึง ตอนนั้น sentiment ของตลาดแย่มาก  ในไลน์กลุ่มส่วนใหญ่บอกไม่เอาแล้วมั่ง รอ 1200 มั่ง รอ 700 มั่ง  กลับไปอ่านดู diary ของตัวเองขำตัวเองมากหอบ position dw ขนาด 70-80% ของพอตมาจากวันนั้นได้ไง ลุ้นดาวอีก พอดาวมา อ่าวรอดแล้ว


        วันอังคาร สรุปรอดจริงๆ แต่เจ๊บใจที่ตอนปิดดันสูงกว่าเปิดอีก แต่ทำ new low นะ ตอนนั้น sentiment  ของตลาดก็ยังแย่อยู่ ทุกคนมองรีบาวแล้วค่อยเข้าไปซื้อ ทำไมทุกคนถึงพลาดวันนั้น


สมองเราดันไปเปรียบเทียบดัชนีในวันไงเลยมองว่าตรงนั้น (ราคาปิด) แพง ซึ่ง smart money (ซึ่งเป็นใครก็ได้ที่ฉลาดกว่าและมีเงินมากกว่า) ก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ (mass) คิดอย่างนั้นเข้าทฤษฏีผลประโยชน์นะเนี่ย ฮ่าๆๆ mass ไม่ได้โง่หรือผิดอะไรนะ แต่กลไกของสมองมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว


sentiment ของตลาดไม่ค่อยมีใครกล้าซื้อทุกคนคิดว่าเดี๊ยวรอตอนย่อถ้าไม่หลุดจะเข้าไปเก็บ ดัชนีก็พุ่งเอ้าพุ่งเอา (ผมคิดว่ากองทุนอมไว้นะครับ ดังนั้นลงรอบนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1350-1360 ถ้าต่ำแสดงว่าผมคิดผิดแล้ว) จากนั้นดัชนีก็เริ่มย่อตัวตอนนั้นเซียนนี่โชว short กันเต็มเฟสเลย ยิ่งตอนเปิดวันนี้ด้วยนะหืมม


ตอนนี้มีแต่คนรอซื้อ คือ ลอมองย้อนกลับไปนะ ตอนแรกมองจำราคา โลวสุดไว้เลยไม่กล้าซื้อตรง 1300 ทั้งๆที่เป็น pin bar  ต่อมาสมองจำราคาแถว 1380 เริ่มอยากได้แต่แบบกล้าๆกลัว ขอมีส่วนต่างความปลอดภัยหน่อยแล้วกัน มี low ด้วย แต่อยู่ๆขึ้นมาปิดบวกเฉยเลย จิตวิทยาไหมหล่ะ



ตามภาพเลย กระชากขึ้นมาทำ higher high ดูว่ามีคนกล้าซื้อเยอะไหม
จากนั้นกดดัชนีลงเลย ดูว่าพวกที่ซื้อๆขายๆไปหมดยัง ซึ่งตอนนี้กดต่ำมากไม่ได้ เพราะว่า mass (คนส่วนใหญก็รอที่จะเข้าไปซื้อในจุดที่สูงกว่าตอนแรกมาก คือ กดมาประมาณนี้อาจจะมีคนเข้าไป 5-10% ถ้ากดลงมาลึกอีกอาจจะมีคนเข้าไป 20 % คือ ต้อง balance เอง ว่าการกดราคาลงต้องสลัดคนออกด้วยและไม่ให้คนกลุ่มใหม่เข้ามาด้วย และแท่งสุดท้ายที่จังหว่ะเดหมือนจะแย่แล้ว vol ก็ไม่มี (อาจจะเพราะ vol ไม่มีเขาเลยมั่นใจว่าคนไม่สนใจในช่วงนี้) ช่วงบ่ายๆเลยมีเงินที่ไหนไม่รู้เยอะมากดันปิดซะ น่าเกลียด ตามคาด คนก็ยังกล้าๆกลัวๆอยู่ อาจจะเริ่มทะยอยซื้อมากขึ้นในวันสองวันนี้เขาก็ต้องเชคก่อนว่าคนขึ้นรถมาเยอะไหม.. ดูท่าน่าจะเยอะ ก็อาจจะกดดัชนีแถวนี้ก่อน แต่ไน่น่าต่ำมากเพราะคนยังไม่มีของเยอะเหมือนกันนะถ้าจะลาก smart money ไม่แบกคนเยอะ ยกเว้นในมุมกลับกัน ..... มันเป็นเพียงการระบายของ


สุดท้ายแล้วมันไม่น่าหลุดกรอบน้ำเงิน คือ จริงไม่ควรลงมาบริเวณสีส้มด้วยซ้ำ

ทุกๆแท่งสามารถตีความ sentiment โดยรวมของตลาดได้นี่คือ จิตวิทยาการลงทุน

ถ้างงตรงไหนถามได้นะครับ ว่างๆมาอัพเดทกันใหม่

ปล.ที่ใช้เป็น bar chart เพราะไม่อยากให้มีอารมณ์มาเกี่ยวข้องตอนมองกราฟครับ


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

Project Job

Thursday , 10 / 09 / 2015

        วันนี้ระหว่างอ่านหนังสือ "ความสุขโดยสังเกตุ" ของพี่นิ้วกลมระหว่าทางก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น


คือ เป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจตอนที่เราเจอเหตุการณ์หนึ่ง แถมถัดจากนั้นยังได้มีโอกาสที่ดี ในการให้คำปรึกษากับเพื่อนคนนึง ซึ่งเขาเริ่มบทสนทนาด้วยคำว่า "เวลาที่ไม่สบายใจมากๆควรแก้ยังไง" จากนั้นก็ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีเลยครับ 
        เวลาใครมาขอคำปรึกษาเนี่ยจากประสบการณ์เลยนะ สิ่งที่ควรทำอย่างสุดท้าย คือ การพูด สิ่งที่ควรทำมากที่สุด คือ การฟัง อย่าสะเออะ (บอกตัวเอง) ไปบอกอะไรเขาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกเขาก่อน เข้าใจเรื่องราวเขาก่อน ค่อยๆยิงคำถามให้เขาพูดมาให้หมดก่อน ค่อยแนะนำเขา จริงๆวิธีการแนะนำที่ดีที่สุด คือ การทำให้คำตอบผุดขึ้นมาในใจของเขาเอง แบบนั้นเขาเรียกแนะนำขั้นเทพ แต่ในบางกรณีมันยากก็เปลี่ยนมาเป็น พูดให้เขาเข้าใจเรื่องราวของตัวเขาเองอาจจะง่ายกว่ามาก แล้วแบบมืดแปดด้านจริงๆก็ลองบอก know how เขาดู ง่ายสุด แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวแย่สุด
        ในกรณีนี้แนะนำเพื่อไปว่า "ปัจจุบันคนชอบทำให้ความสุขมันยากเพราะ ego แท้ๆ ต้องทำให้มันยากเข้าไว้ สร้างเงื่อนไขในการมีความสุขให้มากเข้าไว้ เพียงเพื่อเวลาตนเองมีความสุขมันรู้สึกว่าคนอื่นสุขน้อยกว่า แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ  ในโลกปัจจุบันเราไม่มีเครื่องมือที่ใช้วัดขนาดของความสุขได้ แต่ลึกๆเราเชื่อเสมอว่า ความสุขง่ายๆ ก็คงมีขนาดไม่ต่างจากความสุขยากๆเท่าไรนัก แล้วเราจะจำกัดความสามารถในการมีความสุขของตัวเองทำไม"  

"คนเรานี่ก็แปลกชอบเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่น เหมือนเราล็อกบ้านแล้วเอากุญแจไปฝากไว้กับคนอื่น พอจะเข้าบ้านเขาไม่รีบมาเปิดให้ก็โกรธ ปัญญาอ่อนไหมหล่ะ" 

"เราบอกความลับให้สามข้อเอาไหม  1)  ถ้าเราไม่ให้คิดถึง ช้างสีชมพู ตอนนี้คิดถึงอะไร ?  ช้างสีชมพู ใช่ ความคิดมันโตได้จากสองอย่าง 1 ต่อยอดมัน 2 ห้ามมัน  คือมันไม่เข้าใจหลอกว่าเรากำลังห้ามมันจะสร้างภาพมาแทนที่ภาพปัจจุบันเสมอ เช่น ไม่อยากกินข้าวขาหมู พอนึก ข้าวขาหมูก็ลอยมา ถ้าไม่อยากคิดถึงข้าวขาหมูต้องลองนึงถึงอย่างอื่น ก๋วยเตี๊ยว เป็นต้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่บอกตัวเองว่าเกลียดแฟนเก่าถึงลืมแฟนเก่าไม่ได้สักที 
2) เราเคยได้ยินมาบ้างไหมว่า ถ้าจิตใจไม่ดีก็พาลให้ร่างกายไม่ดีด้วย เช่น เจ๊บออดๆแอดๆ แต่จริงๆแล้วร่างกายกับสมองมันทำงานคู่กัน ไม่เชื่อลองหายใจเข้าลึกๆทำท่าคนวิ่งเข้าเส้นชัย รู้สึกดีไหม? ต่อมาลองขมวดคิ้ว นั่งหลังงอ เป็นไงรู้สึกแย่ไหม? 
3) เวลาเราต้องทำหลายหน้าที่หรือหลายๆงานเราจะสับสน และคิดวนไปวนมางง เหมือนคนแก่ที่พูดเรื่องเดิมซ้ำๆ จริงๆแล้ว ถ้าเราไปคุมความคิดดีความคิดมันจะวนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นอย่าคิดมากไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ต่อมาขอพูดเรื่อง working memory คือ สมองมนุษย์เราจะใช้ส่วนนี้สำหรับจำงานหรือสิ่งที่ต้องทำต่างๆ (เปรียบเสมือน ram ของ computer) ซึ่งปกติจะจำได้ 6-8 อย่าง ดังนั้นเวลาเราเจอปัญหาเข้ามาหลายๆด้าน ram ของเราจะเต็ม ส่งผลให้สมองทำงานช้า พะวงหน้า พะวงหลัง วิธีแก้ คือ จดลงไปในกระดาษ สมองจะเคลียร์ข้อมูลส่วนนั้นลงไปในกระดาษด้วย ที่ดีคือ จดสิ่งที่ต้องทำลงไปในกระดาษให้หมดเลยก็ได้ครับ" 

สุดท้าย เคล็บลับ เพิ่มเวลาจากเมื่อวานคือ "ทำทีละอย่าง"  

งานที่สำคัญที่สุดคือ "งานตรงหน้า"
คนที่สำคัญที่สุดคือ "คนตรงหน้า"
เวลาที่มีค่าที่สุดคือ "เวลานี้" 

จากการอ่านหนังสือ การสังเกตุเหตุการณ์รอบๆตัว การให้คำปรึกษา ทำให้ผุด Project ใหม่ขึ้นมา คือ Project JOB (อารมณ์ประมาณ project alice ในผีชีวะ) ซึ่ง Project นี้เชื่อว่าถ้าอยากได้ก็ต้องให้ 

คือถ้าอยากเห็นสังคมรอบตัวมีความสุข ก็ต้องหมั่นเติมความสุข สู่สังคม 
หรือถ้าอยากให้งานออกมามีคุณภาพ ก็ต้องหมั่นเติมความใส่ใจรายละเอียดให้กับงานนั้น 

วัตถุประสงค์เก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นการเทรด การเรียน ดร. การเพิ่มความสามารถให้ตนเอง ครอบครัว ยังคง concept เดิม แต่ขอเพิ่ม ความสุข เข้าไปในทุกงานละกัน 

ความสุขคล้ายผงชูรส ใส่เข้าไปในงานชิ้นไหนก็ทำให้งานชิ้นนั้นดูมีความหมายมากขึ้น น่าทาน เอ่ย น่าทำมากขึ้น แต่ใส่มากๆก็ต้องระวัง

เลยขอปรับรูปแบบใหม่สักหน่อย  

การโมโหตัวเองที่ตัวเองนอนดึก เลยบังคับให้ตัวเองตื่นเช้ากว่าปกติ เริ่มส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆในวันนี้พอสมควร แต่เพื่อความสมดุลในระยะยาวต้องทำ (คนบ้าอะไรโมโหตัวเองเพราะนอนดึกเลยบังคับให้ตัวเองตื่นเช้า ปัญญาอ่อน) 

ไม่ตั้งใจเรียน #ความผิดพลาดที่1 
ไปเรียนสาย #ความผิดพลาดที่2
อ่านหนังสือน้อยกว่าที่ตั้งใจ #ความผิดพลาดที่3
ไม่อ่านข่าวภาษาอังกฤษ #ความผิดพลาดที่4
ไม่ทำโจทย์ ad math ตามที่ตั้งใจไว้ #ความผิดพลาดที่5

ช่วงนี้หุ้นที่มีติด flow ไป 2 คือ Salee ถ้าวันนี้ไม่ทำ 1.35 อาจจะขายทิ้ง Apcs ที่หาจังหว่ะขายไม่ได้ 
หุ้นที่ติดก็มี Arrow รออยู่   กับที่พึ่งซื้อจะเป็น Asefa ที่ค่อยๆไป   ไว้ขายเราจะมาวิเคราะห์กันเนอะว่าทำไมซื้อ ทำไมขาย วิเคราะห์ตอนนี้กดดันตัวเองป่าวๆ 

ปล. ถ้าตัวอื่นช่วยได้นะ 

วันนี้ไปกินข้าวกะเพื่อน แล้วต่อด้วยคาเฟ่แมว เอารูปมาฝาก 





วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

เมื่อกระสุนของ ดร. เริ่มทำงาน | commodities | stock | political economics


Wednesday , 9 / 09 / 2015

        ภารกิจช่วงเช้าเริ่มจากวอมอัพสมองด้วยการทำโจทย์ advance math แต่ไม่เยอะไม่ถึง 10 ข้อ ต่อไปตั้งใจจะทำให้ถึง 10 ข้อ

        อ. ให้เป็นช่วยสอนในวิชา Numerical Heat Transfer in Porous Media โดยวันนี้เป็นการใช้โปรแกรม Comsol multiphysic 4.4 จากประสบการณ์การทำโปรเจคจบทำให้พอมีความรู้อยู้บ้าง พอสอนได้นิดๆหน่อยๆ

        วันนี้รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลาในการทำงาน ไม่คุ้มค่า (ปัญหาเดิมๆ) กับงานต่อชิ้นใช้เวลามากไป คือ สมาธิในการจดจ่ออยู่กับงานน้อยไป วอกแวกสะส่วนมาก ทำให้ใช้เวลาไม่คุ้ม #ความผิดพลาดที่1
        แต่ได้ไปดูคลิปของพี่ภู ขุนเขา พูดเรื่องการ "การทำงานน้อยลง 2 เท่าแต่ได้งานเพิ่ม 3 เท่า"


การทำงานน้อยลง 2 เท่าแต่ได้งานเพิ่ม 3 เท่า เนี่ยจริงๆแล้วเป็นเทคนิคที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วแต่เราทำมันไม่ค่อยได้ยิ่งในยุคปัจจุบันเนี่ย ยิ่งยากเลย เทคนิคสำคัญที่ว่านี้ คือ การทำทีละอย่าง งานที่สำคัญที่สุดคืองานตรงหน้าเรานี่เอง โดยมีการพูดแบบแนวทางวิทยาศาสตร์อ้างอิงงานวิจัยต่างๆ เช่น เทคนิค Pomodoro Technique (Pomodoro = มะเขือเทศ ในภาษาอิตาลี) ฟรานเชสโก้เป็นคนคิด คือ เขาใช้เทคนิคนิคนี้ตอนเรียนอยู่แล้วเขาสอบได้คะแนนดีมาก โดยเทคนิคนี้ คือ เขาใช้นาฬิการูปมะเขือเทศที่มันจะดังทุกๆ 25 นาที เป็นตัวเตือน เขาจะใช้เวลาในช่วงนี้จดจ่ออยู่กับงานแล้วหลังจากนั้นก็พัก 3-5 นาที แล้วมาทำงานต่อ โดยช่วงที่ทำงานเขาจะโฟกัสเฉพาะงาน (หมายถึงถ้าเป็นงานสำคัญก็ปิดเครื่องถ้าเป็นงานไม่สำคัญก็ปิดเสียง) เทคนิคนี้ช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มจริงๆครับ  รู้ตัวเลยว่าใช้เวลาไม่คุ้มยังไง อีกเรื่องที่พี่ภูพูดไว้ดีมากคือ เรื่อง working memory คือ สมองเราจะใช้สมองส่วนนี้ในการจดจำงานที่จะต้องทำหรือคิดว่าจะต้องทำไว้ในหัวได้แค่ 6-8 งาน ดังนั้นเวลาเรามีงานต้องทำเยอะเราจะงงทำสลับไปมา จิตตก ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง แต่มีวิธีแก้ที่ง่ายมาก คือ จดงานที่ต้องทำใส่กระดาษจะช่วยให้ working memory ถูกเคลีย แค่เทคนิคง่ายๆ 2 ข้อก็ช่วยให้เราเพิ่มประสิทธิภาพของงานได้ดีขึ้นแล้ว 

        วันนี้ได้อ่านบทความหนึ่ง เกี่ยวกับมุมมองของบิ๊กเนมในโลกการเงินต่อ commodities นี่คือลิงค์บทความครับ What Druckenmiller, Soros, Icahn Are Saying About Commodities  เป็นมุมมองของผุ้ที่กุมเงินปริมาณมหาศาลของโลกมีต่อ commodities  สรุป คือ ทุกคนมองว่า commodities มี upside ที่ค่อนข้างสูงและมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ 


show weekly chart ของ commodities หลักของโลก 








แต่ละอันวิ่งไปถึงจุดตกต่ำทั้งนั้น ยังคิดไม่ออกว่า อะไรจะช่วยพาให้พวกนี้กลับมาได้ แต่ถ้ากลับมาจริงๆ leverage ของตลาด commodities ก็ประมาณ 1:100 , 1:1000 พระเจ้าเงินมหาศาลเลยนะนั่น ต้องดูกันยาวๆปกติ smart money เขา hold position ทีเป็นปี ถึงบอกต้องดูกันยาวๆ 

         วันนี้ดูเหมือนตลาดจะเฉลยคำตอบออกมาแล้วจะเลือกทางไหน ความน่าสนใจคืออะไรรู้ไหม เวลามันเกิดเทรนขึ้นมันจะไหลไปตามเทรนเรื่อยๆ รู้สึกว่าตลานน่ากลัวแล้วนะตอนนี้ แต่เทรนมันเกิด อย่าฝืน trend is your friends


ซึ่งจากกราฟค่าเงินบาทรายชั่วโมงก็พบว่ายังสูงอยู่ ต้องลุ้นเลยว่า 2-3 วันนี้จะมี new high ไหม ถ้าไม่ก็เพิ่มความมั่นใจว่าระยะสั้น 1450 พอลุ้นได้เลย (เป้าแบบเดาๆ เอาถ้วนๆ)


ความจริงอยากจะพูดถึงหุ้นที่มีแนวโน้มค่อนข้างจะดีและน่าสนใจแต่อดพูดเรื่องมาตรการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจของท่าน ดร.สมคิด ไม่ได้ ถ้าจังหวะนี้จะหาเหตุผลอะไรมาบอกว่าทำไมหุ้นขึ้นคงต้องบอกว่าเพราะท่านเนี่ยแหละ 



โดยมาตรการกระตุ้นตอนนี้ออกมา 3 ดอกแล้ว 

ดอกที่ 1 ปล่อยสินเชื่อให้กองทุนหมู่บ้านผ่าน ธกส. และ ธ.ออมสิน  หมู่บ้านละ 1 ล้าน งบประมาณรวม 60 Billion

ดอกที่ 2 จัดสรรงบประมาณให้เปล่า 7,255 ตำบล ตำบลละ 5 ล้าน รวม 36 Billion

ดอกที่ 3 ให้ในส่วนของราชการเสนอโครงการลงทุนขนาดเล็ก ( 1 ล้าน) รวม 40 Billion

รวมทั้งหมดประมาณ 136 Billion

ซึ่งทางธนาคารเอกชนบางแห่งวิเคราะห์น่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้สัก 0.3%   อย่าคิดว่าน้อยนะครับ รวมแล้วประมาณ 300 Billion หรือ 3 แสนล้านบาท (หมุนได้ประมาณ 3 รอบ) โดยท่านบอกว่า มาตรการเหล่านี้เหมือนการลดน้ำลงในรากของต้นไม้ ต้นไม้มันจะตาย น้ำก็จะช่วยผยุงให้มันไม่ตาย แต่จะให้มันแตกหน่อออกใบ ต้องรอมาตรการณ์ต่อไป 

ปล.คือทาง ดร. สมคิด เก่งเรื่อง consumption อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของ GDP เราอีกแบบนี้คงต้องบอกว่า โล่งอก 

ตอนนี้ดูเหมือนว่าตลาด EM เริ่มรีบาวมาพอสมควรจากที่โดนถล่มเละ ไม่แน่ว่าอาทิตย์หน้า FED อาจจะช่วยชี้ชะตาว่านี้คือการรีบาวหรือขาขึ้นจริงๆ  เพราะโดยรวมเศรษฐกิจเราหดตัวกำลังซื้อลดลง แต่ NPL เรามีน้อยเงินสำรองก็เยอะแถมเงินฝากในธนาคารก็เยอะ เรียกได้ว่าระบบการเงินของ EM ยังแข็งแรงมาก ช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงพักฝื้นปรับโครงสร้างภายในเพื่อลุยต่อในในอนาคต ถึงตอนเงินนั้นเงินมหาศาลที่ไหลออกไปจะไหลมาแบบสึนามิ คหสต. คิดว่าไม่นาน 

อยากจะอัพเดทหุ้นมากเลยรู้สึกว่าห่างหายการอัพเดทมานาทแล้ว แม้จะเลยเวลานอนมา1 ชม.นิด แต่ก็ถือว่าแถมให้ละกัน 

กลยุทธ์ในการรบหลัก คือ การบุกตามเทรน 

รอเข้าบริเวณ break high และ ออกเมื่อราคาเริ่มหยุด ( ใช้เส้น trend line run ก็ได้) 


อย่าง Arrow ตัวนี้ราคาก็จะยัง sideways ในกรอปนี้ไปเรื่อยจนมันทำ new high  trend ก็จะเกิดขึ้น ราคาก็จะไหลไปเรื่อยๆจนกระทั่ง ราคามันเริ่มนิ่งเราก็ขาย แค่นี้เองอย่าใจร้อน ควบคุมอารมณ์ดีๆ เล่นหุ้นไทยง่ายจะตาย 



ตัวนี้ก็เหมือนกัน ขึ้นก็ตาม ลืมไอ้ความถูกแพงทิ้งไป เราทำเงินจากทิศทางราคาไม่ใช่ ความถูกแพง (ที่มาจากความรู็สึก) 


คำถามคลาสิกเวลาใช้กลยุทธ์แบบนี้ทำไมไม่ซื้อตั้งแต่ในโซนหละได้เยอะด้วย ใช่นั่นคือข้อดีไง แล้วข้อเสียหล่ะ 1. เงินจม chow เป็นตัวอย่างที่ดี 2. ความแม่นยำต่ำเหลือเชื่อ .... ลอง test ดูเองได้ ส่วนตัวอื่นๆก็เหมือนเดิมนะครับมีกรอบให้หมดแล้ว



   





 หุ้นตัวใหญ๋แบบ jas ก็ทำพฤติกรรมน่าสนใจนะ